| |
เรามักจะพบเสมอว่านักดำน้ำผู้หญิงใช้อากาศหายใจใต้น้ำน้อยกว่านักดำน้ำผู้ชาย ทั้งนี้ก็เพราะว่าหัวใจ และปอดของ ผู้หญิงมีขนาดเล็กกว่าผู้ชายทำ ให้การหายใจโดยใช้อากาศเพียง เล็กน้อยก็มีประสิทธิภาพดีพอๆ กับการที่ผู้ชายหายใจด้วยอากาศในปริมาณที่ มากกว่า อย่างไร ก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบหายใจด้วยนั่นคือ อัตราการเต้นของ หัวใจหรือที่เราเรียกว่า ชีพจร ซึ่งพบว่าชีพจรของผู้หญิงค่อนข้างที่จะเต้นเร็วกว่าผู้ชายเล็กน้อย(ประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที ในขณะที่ชีพจรของผู้ชายเต้นประมาณ 60-70 ครั้ง/นาที) ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงควรระมัดระวังในการออกแรงมากเกินไปในเวลาสั้นๆเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อการเต้นของหัวใจเร็วเกินไป มีข้อแนะนำเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้คือ ควรออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่แข็งแรงและสมบูรณ์ในการดำน้ำนี้ผู้หญิงจึงควรฝึกอย่าง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เพื่อป้องกันการใช้แรงมากเกินไปอย่างฉับพลัน
|
| |
คำถามที่คุณสุภาพสตรีมักจะสงสัยอยู่เสมอก็คือ ในช่วงวันนั้นของเดือนจะลงดำน้ำได้ หรือไม่ (หลายคนคงกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อล่อฉลาม)
คำตอบก็คือสามารถดำได้ถ้า หากร่างกายของคุณรู้สึกสบายดี แต่บางคนที่มีอาการปวดศรีษะหรืออาการไม่สบายอื่นๆ ร่วมด้วยก็ควรจะงดลงดำน้ำในช่วงวันแรกๆ ของรอบเดือนจนกว่าจะรู้สึกเป็นปกติ เพราะไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวันไหนของเดือนก็ตามความสมบูรณ์ของร่างกายย่อมเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการดำ น้ำอย่างมีความสุข
|
| |
ข้อควรปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งสำหรับคุณสุภาพสตรีที่ปรารถนาจะดำน้ำด้วยความอบอุ่นใจ และอบอุ่นกายก็คือ
พยายามรักษาร่างกาย ให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยใส่ชุดสำหรับดำน้ำ เช่น WET SUIT ที่มีขนาดพอดีกับตัว และป้องกันการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่ช่วย กักเก็บความร้อนให้แก่ร่างกายไว้มากกว่าผู้ชายก็ตาม แต่เมื่อเทียบพื้นที่ผิวของร่างกายที่เป็นส่วนระบายความร้อนออกจากตัวได้นั้นผู้หญิงมักจะมีพื้นที่ผิวของตัว มากกว่าผู้ชาย เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนได้เร็วกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ขณะที่มีการออกกำลังกายความร้อนที่เกิดขึ้นภายในกล้ามเนื้อก็จะ มีสัดส่วนมากน้อยตามขนาดของกล้ามเนื้อด้วย อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้หญิงมักจะมีกล้ามเนื้อเล็กกว่าผู้ชายความร้อนที่ถูกสร้าง ขึ้นระหว่างที่กล้ามเนื้อทำงานจึงอาจจะมีไม่มากพอที่จะทำให้ร่างกายอบอุ่น ในขณะที่ดำน้ำอยู่นั้นผู้หญิงอาจจะรู้สึกหนาวได้เร็วกว่าผู้ชาย ถ้าหากพบว่าตัวเอง เป็นคนที่หนาวง่ายกว่าคนอื่นๆ ก็จงอย่าลังเลที่จะใส่ชุด WET SUIT แม้ว่านักดำน้ำคนอื่นๆ จะใส่เพียงเสื้อยืด กางเกงขาสั้น หรือชุด BODY SU บางก็ ตาม และขณะที่พักอยู่ที่ผิวน้ำให้เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าแห้ง หาที่กำบังลมและหาเครื่องดื่มอุ่นๆ เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น มากที่สุด
|
| |
โรคเบนด์ (Decompression Sickness or Bends) เป็นโรคที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงได้ มากกว่าผู้ชาย
ด้วยเหตุผลประการแรก คือ ผู้หญิงมีเนื้อเยื่อไขมันมากกว่าผู้ชาย และไขมันนี้ก็มีคุณสมบัติที่สามารถดูดซึมก๊าซไนโตรเจนไว้ได้มาก อีกประการหนึ่งก็คือ ขณะที่มีรอบเดือนภายในช่องท้องจะมีลักษณะของการบวมน้ำ และการเพิ่มปริมาณของของเหลวเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ก๊าซไนโตรเจนถูกดูดซึมมาเก็บเอาไว้ที่เนื้อเยื่อส่วนนี้ได้มากขึ้น แต่เท่าที่มีการศึกษามาก็ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดในข้อสันนิฐานเหล่านี้ เพราะโอกาสที่จะเป็น เบนด์ได้นั้น ยังมีปัจจัยต่างๆ อีกมาก วิธีป้องกัน ที่ดีที่สุดก็คือการดำน้ำตามหลักของตารางดำน้ำ (แม้ว่าจะใช้ Dive Computer) และพยายามหยุดพักน้ำที่ระดับความลึก 15 ฟุต ทุกครั้งก่อนขึ้นสู่ผิวน้ำนักดำน้ำหญิงบางท่านอาจอยู่ในช่วงของการคุมกำเนิด อาจจะไม่ สะดวก ใจที่จะลงดำน้ำในระดับลึกในขณะที่มีการคุมกำเนิดด้วยวิธี IUD (Intrauterine Device) ซึ่งจะมีการใส่อุปกรณ์บางอย่างอยู่ภายในช่องท้อง ทำให้รู้สึกไม่สบายกาย และใจ เมื่อต้องลงไปอยู่ภายใต้ความกดดันของน้ำ อาจจะเปลี่ยนมาใช้วิธีกินยาเม็ดคุมกำเนิดแทนก็ได ้และจากการศึกษาผลของยาเม็ดคุมกำเนิดเหล่านี้ก็พบว่าปริมาณ ฮอร์โมนที่มีอยู่นั้นมีไม่มากพอที่จะทำให้เกิดอันตราย อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษา แพทย์เพื่อ เลือกวิธีที่ดีที่สุดเฉพาะแต่ละบุคคล
|
| |
การดำน้ำในขณะที่ตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงจนกว่าจะรับบทเป็นคุณแม่ ในบางรายที่ทราบภายหลังจากดำน้ำว่าตัวเองตั้งครรภ์ ก็อาจจะเกิดความวิตกกังวลว่าทารกในครรภ์จะเป็นอย่างไรจนกระทั่งคลอด (สาเหตุของการเกิดความผิดปกติ บางทีอาจมาจาก ความวิตกกังวล) ได้มีหน่วยงานทางการแพทย์ในต่างประเทศแนะนำไว้ว่าไม่ควรดำน้ำขณะที่ตั้งครรภ์ เพราะยังไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจังถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น จึงสรุปแบบปลอด ภัยไว้ก่อน อย่างที่ทราบกันดีว่า ความกดดันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหากับสรีระของร่างกายระหว่างการดำน้ำ ผลกระทบของความกดดันที่อาจเกิดขึ้นกับมารดาและทารก
จึงอาจแบ่งได้ตามหัวข้อดังนี้
Squeeze เมื่อเกิดการบีบกดภายในช่องว่าง อันเป็นผลมาจากความกดดันภายนอก มีมากกว่าความกดดันภายในร่างกายหลายๆ ท่านอาจคิดว่าน่าจะมีผลต่อทารกที่อยู่ภายในช่องท้องด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วทารกมีน้ำคร่ำห่อหุ้มอยู่รอบๆ ตัวไม่มีที่ว่างให้อากาศ อยู่เลย ทารกจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงความกดดัน ระหว่างที่มารดาดำน้ำอยู่
Air Embolism เป็นอาการที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ นักดำน้ำกลั้นหายใจขณะที่ว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ (ไม่ว่าจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตามก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าท่านดำน้ำขึ้นแบบนี้) หลังจากที่ใช้อากาศจากถังอากาศในการหายใจขณะที่อยู่ใต้น้ำ ผลที่ตามมาก็คืออากาศในปอดจะขยายตัวขณะที่ขึ้นสู่ผิวน้ำ ทำให้ถุงลมในปอดมีการฉีกขาด และมีฟองอากาศอุดตันอยู่ตามเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายตามที่หัวใจสูบฉีดโลหิตออกไปนั้น ถ้าหากมารดาเกิดอาการนี้ขึ้นพบว่าทารกจะไม่ได้รับผลกระทบเพราะ ปอดของทารกที่อยู่ในครรภ์ยังไม่ทำงาน และยังไม่มีการหายใจเกิดขึ้นแต่เมื่อต้องนำมารดาเข้ารับการรักษาพยาบาลภายในRecompression Chamber ซึ่งจะใช้ความกดดันของก๊าซออกซิเจนที่มีค่าความกดประมาณ 2 ATM (29.4 ปอนด์ ต่อ ตารางนิ้ว) เพื่อทำให้ผู้ป่วยกลับไปอยู่ภายใต้สภาพความกดดันสูงอีกครั้ง ฟองอากาศที่ขยายตัวอุดตันอยู่ตามเส้นเลือดก็จะกลับมามีขนาดเล็กลง และไหลเวียนได้จนกระทั่งเลือดที่มีฟองอากาศเหล่านั้นถูกส่งกลับมาฟอกที่ปอดอีกครั้ง ในช่วงของการปรับความกดดันนี้แม้ว่าจะกระทำในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามทารกในครรภ์อาจได้รับผลกระทบ จากการได้รับก๊าซออก-ซิเจนในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดความผิดปกติต่อพัฒนาการของกล้ามเนื้อส่วนที่อยู่หลังแก้วตาได้ ทารกที่คลอดออกมาจึงอาจมีความผิดปกติเกี่ยวกับ นัยน์ตา
Gas Toxicity อากาศที่เราหายใจนั้นมีก๊าซไนโตรเจน และก๊าซออกซิเจน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ก๊าซไนโตรเจนซึ่งมีปริมาณมากกว่าก๊าซออกซิเจนถึง 3 เท่าจะมีผลต่อระบบ ประสาทและการรับรู้ที่ระดับความลึกประมาณ 100 ฟุต ทำให้สูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเอง ส่วนก๊าซออกซิเจนซึ่งผสมอยู่ในอากาศที่เราหายใจ ในสัดส่วนที่น้อยกว่าก็จะมีผลกระทบต่อทารกที่ระดับความลึกกว่าคือ ประมาณ 297 ฟุต หรือที่ภายใต้ความกดดันประมาณ 10 ATM แต่การดำน้ำเพื่อการกีฬาได้ถูกกำหนดไว้ที่ความลึก 130 ฟุต ดังนั้นโอกาสที่ก๊าซออกซิเจนจะเป็นอันตรายต่อนักดำน้ำ และทารกจึงมีน้อยมาก ถ้านักดำน้ำที่กำลังตั้งครรภ์ยังคงรักษากฎการดำน้ำอย่างถูกวิธี สำหรับการขาดก๊าซออกซิเจนไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ทารกในครรภ์จะได้รับผลกระทบก็ต่อเมื่อ มารดาหยุดหายใจสายรกซึ่ง เป็นทาง ติดต่อส่งอาหาร และก๊าซออกซิเจนจากมารดามายังทารกจะหยุดทำงานเมื่อมีก๊าซออกซิเจนมาเลี้ยงไม่เพียงพอ
Decompression Sickness ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทารกใน กรณีที่มารดาอยู่ในภาวะของการเป็นเบนด์ - จากการทดลองโดยให้แกะที่ตั้งท้องอยู่ในสภาพความกดดันสูง แต่ไม่ถึงสภาวะที่จะเป็นเบนด์ ได้พบว่าแกะยังคงให้กำเนิดลูกแกะที่มีลักษณะปกติรวมทั้งการ ทดลองในภาวะที่เกิดเบนด์ทั้งที่มี และไม่มีการนำแกะเข้าห้องปรับความกดดันผลที่ได้ก็คือ ลูกแกะที่คลอดออกมายังอยู่ในสภาพปกติ แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาในรายละเอียดที่อาจเกิดขึ้นกับ คนเราโดยตรง - ฟองอากาศที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อของทารก พบว่ามีอัตราการเกิดฟองที่ช้ากว่าในเนื้อเยื่อของมารดา - จากการศึกษาพบว่านักดำน้ำที่ตั้งครรภ์ และลงดำน้ำที่ระดับลึกประมาณ 100 ฟุต และ ลึกกว่านั้นมีความเสี่ยงต่อการคลอดบุตรที่มีอาการผิดปกติมากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ดำน้ำ
|
| |
อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์ การงดดำน้ำในระหว่างนั้นย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในขณะที่เรายังไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนักแต่ ถ้าว่าที่คุณแม่ยังมี ใจรักที่จะดำน้ำ หรืออยากพาทารกในครรภ์ลงไปเปลี่ยนบรรยากาศ ก็ควรรักษาระดับความลึกของการดำน้ำไม่ให้ลึกเกินไประดับความลึกที่แนะนำคือ ไม่เกิน 30 ฟุต (ได้เปลี่ยนจาก 1 บรรยากาศ มาเป็น2 บรรยากาศ) ซึ่งไม่ว่าอย่างไรเมื่อขนาดของครรภ์ขยายมากเกินกว่าที่จะใส่ชุดดำน้ำได้ ว่าที่คุณแม่ก็จำเป็นจะต้องหยุดดำน้ำไปเองและภายหลังจากคลอดแล้วควรเว้น ระยะอย่างน้อย 6 อาทิตย์ก่อนที่จะกลับมาดำน้ำอีกครั้งหนึ่ง และข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับ กรณีเหล่านี้ก็คือควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมเป็นรายบุคคลไป
รายละเอียดอ้างอิงมาจาก www.thaidiver.com |